Chat with us, powered by LiveChat

อาร์เซน่อล มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? ยุคมืดของปืนใหญ่

อาร์เซน่อล

ถ้าหากจะพูดถึงทีมที่กำลังอยู่ในช่วงถดถอยมากที่สุด หลายคนคงนึกถึงสโมสรๆนี้คือ อาร์เซน่อล ที่เปิดหัวซีซั่นพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 นัดรวด โดยเกมแรกแพ้ให้กับทีมน้องใหม่อย่าง เบรนท์ฟอร์ด สุดช็อค 2-0 ต่อมาในเกมที่สองก็ยังแพ้คารังอีก 0-2 ให้กับยอดทีมอย่าง เชลซี 

และเกมที่สาม บุกไปพ่าย เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 5-0 แบบหมดรูปเลยทีเดียว ก่อนอื่นขอกราบสวัสดีเพื่อนๆผู้ติดตาม FIFA55 ทุกคนครับ แม้ว่า 2 เกมหลัง ปืนใหญ่ จะชนะรวดก็ตาม แต่เป็นการชนะแบบฟอร์มไม่เข้าตาก็ว่าได้ครับ ทำไม อาร์เซน่อล ทีมยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ ถึงได้มาถึงจุดๆนี้ได้ เราไปหาคำตอบกันพร้อมๆกันดีกว่าครับ

ตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา มันมีหลายจุดหลายอย่างให้น่าสนใจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นความผิดหวังของแฟน ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ซึ่งตลาดซื้อ-ขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ไอ้ปืนโต เป็นทีมที่ลงทุนเยอะที่สุดครับในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เกินกว่า 150 ล้านปอนด์

แต่ผลงานใน 3 เกมแรก เละเทะเลยครับ รั้งบ๋วยของตารางคะแนน ยิงประตูไม่ได้ ไม่มีสักคะแนนเดียว ประเด็นก็คือมันเกิดอะไรขึ้นกับ อาร์เซน่อล กันแน่ เรามาลองไล่เรียงกันดีกว่าครับ ตั้งแต่ต้นต่อว่าสุดท้ายแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้ อาร์เซน่อล ย่ำแย่มากขนาดนี้

โคเคเก้น

สแตน โครเอนเก้

เรามาเริ่มต้นกันที่บุคคลที่อยู่จุดสูงสุดนั้นก็คือ สแตน โครเอนเก้ ผู้ถือหุ้นมากที่สุด และก็เป็นเจ้าของสโมสร นี่คือชื่อที่แฟนบอล เดอะกันเนอร์ส แช่งกันเยอะมาก มันมีหลายข้อหลายแง่มุมที่จะนำมาวิเคราะห์กันครับ เช่น ความทะเยอทะยาน ความใส่ใจในการลงทุน ในการซื้อนักเตะ

หรือความสัมพันธ์ภายในองค์กร สำหรับภาพที่มันชัดเจนที่สุดก็คือทางด้านการลงทุนนั้นเอง โดยถูกมองว่าไม่ทุ่มเงินเลย ใจไม่ถึง ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 ปีแรกที่ สแตน โครเอนเก้ เข้ามาบริหารทีม ก่อนหน้าที่เขาเข้ามา อาร์เซน่อล อยู่ในยุคที่กำลังจะยิ่งใหญ่ ได้เข้ารอบชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

บทความแนะนำสำหรับนักพนันมือใหม่

หลังากนั้น โครเอนเก้ ก็ค่อยๆซื้อหุ้นเพิ่มเรื่อยๆ จนกระทั้งเขาสามารถเทคโอเวอร์สโมสรได้สำเร็จในปี 2018 ภายใต้บริษัท โครเอนเก้ สปอร์ต แอนด์ เอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งในช่วงหลังมันเริ่มเห็นภาพที่เด่นชัดมากขึ้นจากที่เคยเป็นทีมที่ติดท็อปโฟร์มาโดยตลอด ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทุกปี

โดยเฉพาะในยุค อาร์แซน เวนเกอร์ 22 ปี ที่เขาคุมทีม ไปเล่น ชปล. 20 ปี พอมาถึงยุคของ โครเอนเก้ ทุกอย่างลดระดับลง ถอยลงมาเล่นในถ้วยเล็ก จนถึงซีซั่นล่าสุด 2020-21 ไม่ติดโควต้าฟุตบอลยุโรปด้วยซ้ำ ซึ่งมันส่งผลต่องบประมาณในการเสริมทัพของทีมเรื่อยๆมา

เวนเกอร์

Goal.com เคยวิเคราะห์ไว้ว่า โมเดลธุรกิจของ อาร์เซน่อล มันมีความแตกต่างจากทีมอื่นๆ พวกเขาใช้เงินเสริมทัพตามผลงาน ถ้าไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็จะมีงบประมาณในการจับจ่ายราวๆ 40-60 ล้านปอนด์ ดังนั้นเมื่อพลาดจาก ชปล. มันก็เริ่มมีผลกระทบต่องบประมาณ

โดยฉะเพราะอย่างยิ่งวิธีการบริหารไม่ใช่เป็นทีมที่พร้อมอัดฉีดเงินอยู่แล้ว จึงทำให้เงินในการซื้อนักเตะลดลงเรื่อยๆ จนมาถึงตรงนี้ 5 ปีแล้วที่ อาร์เซน่อล ไม่ได้ไปเล่น ชปล. 2016-17 เป็นต้นมารายได้ของ อาร์เซน่อล ลดลงเรื่อยๆ 35 ล้านปอนด์ 2017-18 ลดอีก 40 ล้านปอนด์

FIFA555.NET รวมทีเด็ดบอลจากเซียนชั้นนำ

รวมลิงค์การวิเคราะห์ฟุตบอลและทีเด็ดบอลจากลีกชั้นนำทั่วโลก ผ่านบรรดาเซียนชั้นนำที่ทางเว็บ FIFA555 คัดสรรมาเป็นอย่างดี ด้วยรูปแบบการเข้าถึงที่ง่ายสะดวกรวดเร็วเหมาะแก่นักพนันทุกเพศ ทุกวัย โดยสามารถเลือกคู่ที่น่าสนใจทั้งพรีเมียร์ลีก ลาลีก้า บุนเดสลีก้า กัลโช่ เซเรีย อา ลีกเอิง ได้ตลอดทุกวันไม่มีวันหยุดลีกเล็กเราก็มีให้ หรือจะบอลทีมชาติก็ไม่มีพลาด ครบทุกคู่ ทุกแมตช์ ทั้งฤดูกาล ที่นี่ที่เดียว

รายได้ส่วนที่หายไปเนื่องมาจากไม่ได้ไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก อาร์เซน่อล พยายามหาส่วนกำไรที่ขาดหายไป โดยการขายนักเตะออกนั้นเอง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, ธีโอ วัลคอตต์ และ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ ซึ่งในซัมเมอร์ 2018 ตัวเลขบัญชีในปีนั้นมันเลยดูไม่ได้ย่ำแย่เท่าไหร่นัก

โดยได้กำไรก่อนหักภาษี 70 ล้านปอนนด์ แต่หลังจากที่ขายไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มขาดทุนขึ้นเรื่อยๆ 208-19 ขาดทุนเพิ่มขึ้นราวๆ 60-70 ล้านปอนด์ ถ้าลองเปรียบเทียบกับทีมอื่นๆ ที่มีผลงานในระดับเดียวกันอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่ง ปีศาจแดง มีการเดินหน้าต่อ ทุ่มเงินเพื่อจพคว้าตั๋วไป ชปล. ให้ได้

แต่เมื่อ แมนยู รู้ตัวว่าพลาด พวกเขาจะพยายามทุ่มทุนทันทีให้มากกว่าเดิม ที่พวกเขาทำได้เพราะ ยูไนเต็ด เป็นที่หากำไรได้มากมาย ปืนใหญ่ จากการสร้างฐานแฟนบอลมาอย่างยาวนานที่ 30-40 ที่ผ่านมา และมีการตลาดที่แข็งแกร่งมากๆ มีสปอนเซอร์เกือบๆ 50 บริษัทครับ

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงมีเงินพอที่จะกล้าเสี่ยงในการลงทุน เพื่อที่จะหวังว่า ผีแดง ซีซั่นต่อไปจะได้กำไรก้อนโตกลับมา ผิดกับ อาร์เซน่อล ที่ไม่กล้าเสี่ยง พลาดครั้งที่ 1 ไปแล้ว จะเพิ่มทุนอีกก็เกรงว่ามันจะเสี่ยงเกินไป ไม่คุ้ม จึงต้องเลยตามเลยครับ ซึ่งกว่าจะกลับมาทุ่มอีกครั้ง มันก็สายไปแล้ว

พวกเขาปล่อยให้ความตกต่ำเกาะกินสโมสรมากเกินไป กว่าจะรู้ตัวเพิ่งมาลงทุนในช่วง 2-3 ปีหลังเท่านั้นเอง มันไกลเกินกว่าไล่ล่าพื้นที่ ชปล. ไปแล้ว อีกอย่างคือทีมอื่นๆในพรีเมียร์ลีกก็เติบโตพัฒนาขึ้นมาเทียบเท่า ไอ้ปืนโต เรื่อยๆ เช่น ทีมอย่าง เวสต์แฮม, แอสตัน วิลล่า, เลสเตอร์ฯ, วูล์ฟแฮมป์ตัน

สโสรเหล่านี้ได้พัฒนาขึ้นมาอยู่ในครึ่งบนของตาราง และก็มีลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรปเกือบทุกปี เพราะฉะนั้นนี่คือประเด็นแรกที่เจ้าของสโมสรต้องรับผิดชอบ

สองมาตรฐาน

แตกต่างจากกีฬาชนิดอื่นๆที่อยู่ในเครือบริษัท โครเอนเก้ เช่น ลอสแอนเจลิส แรมส์ ในศึกอเมริกันฟุตบอล NFL และ เดนเวอร์ นักเก็ตส์ ในลีก NBA

เดนเวอร์ นักเก็ตส์

ที่เขาให้ความใส่ใจ ให้ความสำคัญ ทุ่มเทมากกว่านี้ มันเหมือนหนังคนละม้วนเลยครับกับ อาร์เซน่อล ที่ให้ความสำคัญที่รายรับรายจ่าย ขนาดที่ อาร์เซน่อล เข้าชิงกับ เชลซี ในถ้วย ยูโรป้า ลีก เมื่อปี 2019 เขาก็ยังไม่ได้มาเชียร์ด้วยในเกมนั้น ซึ่งแฟนคลับ เดอะกันเนอร์ ถึงกับส่ายหน้าเลย

มันเกินกว่าที่จะรับได้แล้ว มีเจ้าของก็เหมือนไม่มี ไม่มีสะดีกว่า ต่อมามีการปรับเปลี่ยนแผน 2-3 ปีหลังที่ผ่านมามีการลงทุนมากขึ้น แต่มันก็ช้าเกินไปแล้ว หลังจากปี 2018 เวนเกอร์ อำลาทีมออกไป สโมสรได้แต่งตั้งกุนซือคนใหม่ อูไน เอเมรี่ เข้ามาแทนที่ ใช้งบประมาณไปทั้งหมด 68 ล้านปอนด์

แต่สุดท้ายแล้ว ปืนใหญ่ ก็หลุดโคต้า ชปล. อีกครั้ง จบอันดับที่ 5 ของตาราง และมันค่อยๆแย่ลงเรื่อยๆ เริ่มซีซั่น 2019-20 อูไน เอเมรี่ โดนปลดเพราะความกดดันของแฟนบอลที่ไม่เข้าไปเชียร์ในสนามเหย้าของทีม สนามกีฬาเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ทำให้ทีมขาดรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไปอีกครับ

พอถึงจุดๆนั้นแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลง สโมาสรเลยมีการเทคแอคชั่นใหม่ เพราะมันเริ่มสุ่มเสี่ยงต่อรายได้ของทีม จึงได้ปลด อูไน เอเมรี่ ออกทันที โดยแต่งตั้ง มิเกล อาร์เตต้า เข้ามาคุมทีมแทน มีดีกรีมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิ่งไปกว่านั้นเป็นอดีจกัปตันทีมทัพ ปืนใหญ่ อีกด้วย

มิเกล อาร์เตต้า

ซึ่งน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครับ อาร์เตต้า สามารถพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ปีนั้นได้สำเร็จ หลังจากนั้นไม่นาน อาร์เซน่อล ได้แต่งตั้ง เอดู อดีตกองกลางของสโมสรนั้นแหละครับ เข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬา แม้ตอนนั้นจะถูกพูดถึงว่าเป็นเป้าสำรองก็ตาม

ตอนแรกทาง ปืนใหญ่ อยากได้ มอนชี ไดแรกเตอร์ ผอ.มือทองจาก เซบียา แต่การเจรจามันไม่ได้ประสบความสำเร็จ จึงมีการพูดคุยประเด็นที่ว่า คนที่นำเงินมาใช้จ่าย ใช้เงินไม่เป็นหรือเปล่า? ต่อมาหลังจากนั้นก็มีการต่อสัญญากับนักเตะเบอร์ต้นๆของทีม เช่น ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง หลัก 350,000 ปอนด์/สัปดาห์

เมซุต โอซิล ไม่ต่ำกว่า 300000 ต่อ/สัปดาห์ แน่ๆ วิลเลี่ยน อีก 300,000 ปอนด์ เช่นเดียวกับ โทมัส ปาเตย์ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ก็มีค่าเหนื่อยอยู่ในระดับเดียวกัน มันทำให้เพดานค่าเหนื่อยที่ทัพ ปืนใหญ่ ตั้งเอาไว้พังทะลายหมดเลย โดยต่อปี อาร์เซน่อล ตั้งจ่ายค่าเหนื่อยให้นักเตะราว 145 ล้านปอนด์ 

แต่กลับกัน นักเตะที่กล่าวมาข้างต้นทั้ง 3 คน มีผลงานที่ไม่ได้โดดเด่น ไม่สม่ำเสมอ และสุดท้ายก็พร้อมที่จะปล่อยออกจากทีม แต่ไม่มีสโมสรไหนเลยที่กล้าสู้ค่าเหนื่อย มาถึงปี 2021-22 การสร้างทีมรูปแบบใหม่ คือซื้อนักเตะใหม่เกือบยกทีม อารอน แรมส์เดล, เบน ไวท์, ทาเคฮิโร โทมิยาสึ

นูโน่ ตาวาเรส, ซามบี้ โลก็องก้า และ มาร์ติน โอเดการ์ด เหล่าแข้งที่กล่าวมานี้ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นนักเตะที่อยู่ในระดับท็อปคลาสเลยนะครับ แต่เป็นกลุ่มนักเตะที่มีแววครับ สามารถที่จะพัฒนาขึ้นไประดับสูงขึ้นได้ ซึ่งมันทำให้สื่อมวลชนนั้นวิเคราะห์ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวครับว่า

มันเป็นการซื้อ-ขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่แปลกประหลาดมากกว่า เพราะการลงทุนทั้งหมดไม่ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นกับทีมเลย ซึ่งมันขาดนักเตะที่มีบทบาทเป็นหัวเรือใหญ่ ขาดความเป็นผู้นำ ทำให้ความกดดันตกไปอยู่ที่ตัวนักเตะในสนามทั้งหมด ทุกครั้งที่เราดู อาร์เซน่อล มันเต็มไปด้วยความผิดพลาด

ไฮไลท์บอลล่าสุด

พวกเขาเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานแทบทุกเกม เจอทีมใหญ่สู้ไม่ได้ เจอทีมเล็กก็เกือบเอาตัวไม่รอด เมื่อเราเจาะลงไปทีละนัดยิ่งเจนครับ กองหน้ายิงไม่คม นักเตะไม่มีความมั่นใจ กองกลางไม่กล้าได้กล้าเสีย กองหลังก็คล้ายกับบ่อน้ำมัน โดยที่กล่าวมามันเกิดขึ้นในระยะ 13 เดือน

หมดความมั่นใจกันทั้งทีม

มันเป็นอาการที่เรียกว่า Panic ที่ทำให้นักเตะเปลี่ยนไปคนละคน อยู่ในสนามซ้อมเล่นดี พอแข่งจริงกลับทำไม่ได้ มีการวิเคราะห์ต่อไปว่าเหตุนี้ มิเกล อาร์เตต้า อาจมีส่วนร่วมด้วย เขาอาจจะใส่แทคทิคมากเกินไป จนทำให้บางครั้งนักเตะมันลนลาน กลัวว่าจะทำไม่ได้อย่างที่ได้รับคำสั่งมา

มันทำให้เกิดการกังวล ทำอะไรก็ไม่มีไม่สะหมด อย่างในเกมที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบหมดรูป 5-0 ในช่วงต้นเกมด็ถือว่าทำได้ดี แต่ก็ทำประตูไม่ได้ ขาดความมั่นใจไปเลย หลังจากนั้นก็ออกทะเลไปเลยครับ มีความผิดพลาดเล็กน้อยๆที่กองหลัง อย่าง ร็อบ โฮลดิ้ง โหม่งจนเกิดการเสียประตู

ต่อมา กรานิต ชาก้า โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม จนต้องทำให้คิดได้ว่า นักเตะที่ลงไปเล่นในสนามไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง จนเกิดความผิดพลาดเกิดขึ้นเรื่อยๆ พอนำมารวมกันแล้วมันก็เป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ต้องมารอดูกันว่า อาร์เซน่อล ในอนาคตต่อไปจะออกมารูปแบบใด

สรุป ยุคมืดของปืนใหญ่จะจบลงเมื่อไหร่?

แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็สามารถหาชัยชนะได้แล้วนะครับ ซึ่งเป็นชัยชนะ 2 นัดติด จากการลงเล่นทั้งหมด 5 เกม ไม่แน่ ปืนใหญ่ อาจจะเจอทางสว่างแล้วก็ได้…ใครจะไปรู้ สาวก ปืนโต แสดงความคิดเห็นเข้ามากันหน่อยครับ ว่าท่านรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับทีมรักของคุณ

สัญญาว่าเราจะอ่านทุกคอมเมนต์แน่นอนครับ สำหรับเพื่อนท่านใดต้องการอ่านบทความเกี่ยวกับฟุตบอล สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ FIFA55 คอลัมน์ฟุตบอล แหล่งรวบรวมคอนเทนต์ดีๆมากมาย วันนี้ผมต้องขอตัวไปก่อนครับ กราบสวัสดีครับ